Mes Bons Chiens

tout au sujet de mes chiens aimés

Saturday, January 01, 2005

Yihaa Academic Note

one more lesson, one man wiser
hahah

1. SubQ Administration
2. Misc on food and yihaa kidney treatment comment?
3. Living in yihaa's pack
4. Chronic Kidney Failure
5. Puppy Behaviour
6. Corneal Ulcer
7. AKC Registration
8. Tick Disease
9. Complete Blood Count (CBC)
10. Acute Kidney Failure
11. Snake Bite in Pets


=======================

Sub Q Administration


เฮ้ยยยย จำสลับกันแล้วรึเปล่า? หัวเข็มน่ะ ยิ่งเบอร์น้อยเข็มยิ่งใหญ่นะ (เบอร์ 21 จะใหญ่กว่าเบอร์ 23) ตอนนี้ให้น้ำเกลือใต้หนังโบ้ใช้เข็มเบอร์ 20 กับ 18 เพราะหัวเข็มใหญ่ๆ จะได้ให้น้ำเกลือเสร็จเร็วๆ ส่วนตอนให้ฮอร์โมนจะใช้เข็มเบอร์ 25 - 27 แล้วแต่ที่มันให้มากับ syringe เพราะฮอร์โมนให้ทีละ 0.7ml เอง

บ้านเราปกติอ้อมฉีดใช้เบอร์ 23 นะ ซื้อไว้เป็นกล่องเลย แล้วมีช่วงนึงมันแขนหักเราเลยฉีดแทนก็เลยได้หัดตอนนั้นแหละ ก็ไม่ยากอะไร ดึงหนังขึ้นมา แทงเข็มเข้าไป ที่อ้อมสอนเราก็บอกให้ระวังแค่สองอย่าง
1. อย่าแทงเข็มให้ทะลุหนังออกมาอีกฝั่งนึง
2. ระวังมือตัวเองตอนแทงเข็ม

แกดูเว็บนี้บอกวิธีให้น้ำเกลือใต้หนังหมา ฉีดยาใต้หนังก็เหมือนๆกันแหละ อ่านๆดูตอนที่มันสอนวิธีแทงเข็มน่ะ มีรูปด้วยแต่เป็นแมว
http://www.marvistavet.com/html/
body_subcutaneous_fluids.html
ทั้งเข็มทั้งไซริงจ์ ใช้ครั้งเดียวทิ้งหมดนะ แล้วก็เช็ดแอลกอฮอลก่อน-หลังฉีดยาเหมือนที่ระบอก เวลาฉีดก็ค่อยๆ เดินน้ำยา แล้วยาบางประเภทหมาจะแสบ ฉีดแล้วต้องนวดให้มันหน่อย (ไม่รู้นะว่ายาอะไรบ้าง อ้อมมันเคยบอก)

เออ ลืมนิดนึง เข็มที่ทิ่มที่ขวดยา กับเข็มที่แทงเข้าตัวหมา ควรเป็นคนละอันกันนะ เพราะว่าเข็มที่แทงผ่านอะไรไปแล้วทีนึงมันจะทื่อ ไปแทงหมาอีกเดี๋ยวหมาเจ็บ เวลาอ้อมฉีดยาหมาหลายๆตัว จะเอาหัวเข็มอันนึงคาไว้ตรงฝาขวดยา แล้วเปลี่ยนไซริงจ์มาดูดน้ำยาสำหรับหมาแต่ละตัวไป แล้วก็ใส่เข็มอันใหม่สำหรับฉีดเข้าตัวหมา สรุปคือ ใช้หัวเข็มมากกว่าจำนวนหมา 1 อันนะ แต่คงรู้อยู่แล้วมั้งถ้าแม่เคยฉีดอยู่

ตอนนี้พวกแกนัดกันไปเหอะ เราคงไม่ไป ไม่อยากออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็น อยากอยู่กับโบ้เยอะๆ คิดซะว่าเรามีลูกอ่อนละกัน ไม่รู้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน เล่าให้ฟังเปล่าว่าหาหมอล่าสุดเจออาจารย์หมอ บอกเรื่องที่เลือดกำเดามันออกให้หมอฟัง หมอดูๆ บอก จมูกบวมนะ อาจเป็นเนื้องอกก็ได้ ไม่เกี่ยวกับความดัน ฟังแล้วเซ็งมากๆ สงสารโบ้เลือดออกทุกวันเลย ต้องคอยเอาน้ำแข็งมาประคบห้ามเลือดไว้ ปกติเลือดก็จางอยู่แล้วด้วย นึกถึงตอนเด็กๆ อีเอิบก็เลือดกำเดาออกบ่อย พ่อแม่เราคงกลุ้มอย่างงี้เหมือนกัน

====================

โห เบียงก้าก็โต๊โตเนอะ
อาหารสดดิบเป็นไงวะ ไม่รู้จัก พวกอาหารหมา เค้าบอกว่าถ้าเป็น premium ก็ไม่เป็นไรหรอก พวกยูคานูบ้าอะไรพวกนี้ แต่ว่าพวกถูกๆหน่อย อัลโป้ อะไรพวกนี้ มันจะทำเค็มให้หมากินเยอะๆ เพ็ดดีกรีนี่คาบเกี่ยวระหว่างถูกกับแพงแต่ยังไม่ถึงขั้นพรีเมียม ตอนเรียนเพ็ตแคร์วิชาเลือกที่จุฬาเค้าสอนว่ะ

แต่หมอโบ้บอกว่าหมาที่กินอาหารคนทำจะเป็นโรคไตมากกว่านะ อาจเป็นเพราะมีพวกตับและซุปโครงไก่ โปรตีนมันสูงไปมั้ง และมีการปรุงรสด้วย (คนทำกับข้าวบอกไม่ใส่ซอสหมาไม่แดก -_-'') นอกจากนั้นยังกินเหมือนๆกันทุกวัน สารอาหารเลยไม่หลากหลาย แต่ถ้าเป็นอาหารสำเร็จของหมามันควรจะมีสารอาหารพอแล้ว

สองสามวันแรกโบ้รักษาคลีนิค เห็นท่าไม่ดีแถมไม่ยอมฉี่เลยพาไปโรงบาล เจอหมอเพื่อนอ้อม หมอยังบอกว่าโรคไตเดี๋ยวก็ไป มีแต่หมอส่ายหน้า แต่เราทำ research มากนะ และตอนแรกๆก็ดูแลเยอะด้วย ให้น้ำเกลือเข้าเส้นอยู่เป็นอาทิตย์ ตั้งนาฬีกาตีหนึ่งตีสองมาคอยเปลี่ยนสายน้ำเกลือและพามันเดินฉี่ ค่ำก็ไปโรงบาลทุกวัน เหนื่อยมากๆ แต่ที่จริงจากที่อ่านเค้าบอกว่า fluid therapy จะช่วยได้มากคือเน้นให้น้ำเกลือ ให้เข้าไปเลยเยอะๆ ไม่ต้องกลัว ให้เท่าที่หมาจะรับได้ มีส่วนช่วยเยอะมาก ส่วนอาการอื่นๆ ก็รักษาตามอาการเอา โรคไตมันไม่หายอยู่แล้วมีแต่พยุงอาการ ตอนแรกก็คิดว่าโบ้คงอยู่ไม่กี่วันเหมือนกันแต่นี่ผ่านมาสองเดือนกว่าแล้ว ยังวิ่งเล่น เห่าได้ เราก็พอใจมากแล้ว (ยังต้องให้น้ำเกลือใต้ผิวหนัง ป้อนอาหารพิเศษวันละสี่มื้อ กินยาวันละสองกำ ฉีดฮอร์โมนกระตุ้นเม็ดเลือดแดงวันเว้นวัน คงจะเป็นงี้ไปจนกว่าจะตาย) ตอนนี้เลือดจางแต่ไม่มากเท่าไหร่ยังพอมีเรี่ยวแรง แต่ดันมีเลือดกำเดาออกวันละหลายๆรอบเนื่องจากความดันสูงเป็นอาการข้างเคียงของไตวาย ทำให้กลุ้มอีกแล้ว

===================

เกลียดกันแล้วหายยากว่ะ แต่ถ้าฝ่ายนึงยอมคงไม่เป็นไร

ต้องถือหางบิสซี่นะ แล้วพยายามสอนอย่าให้ลูกหมามันสู้บิสซี่ เพราะเดี๋ยวถ้ามันโตแล้วมันกัดกันบิสซี่ตายแน่ แต่ถ้าหมามันยอมรับว่าตัวนี้เป็นลูกพี่อยู่มาก่อนก็ไม่มีปัญหา เหมือนไอ้ตีอ่ะ เล็กๆ มันโดนแถมแทนแกล้ง ต่อมามันตัวโตกว่ามันก็ยังนอบน้อม แถมแทนซะอีกไม่ค่อยกล้ายุ่งกะมัน

ตอนทอมมาใหม่ๆ อาโนเกลียดมาก แล้วไอ้ทอมยังสู้ไม่เป็นเลยโดนกัดลูกเดียว หลังๆ สู้เป็นอาโนเลยเจ็บตัว กัดกันแรงมากจนไอ้ทอมกระดูกร้าว อาโนหางหักต้องเอาไปตัดเลย แถมโดนกัดที่ซ้ำๆ จนเย็บแผลแทบไม่ติดแล้ว

ตอนนี้คู่ที่กัดกันคือไทเกอร์กับทอม เลยต้องแยกกันตลอด ไทเกอร์โดนขังกลางคืน ไอ้ทอมโดนขังกลางวัน

เบื่อว่ะ เมื่อวานโทรถามผลเลือดของจัมโบ้ล่าสุด แย่ลงอีกแล้ว ค่าของเสียในเลือดก็เพิ่ม เม็ดเลือดแดงก็ต่ำ เราเสียใจว่ะ
===================


โรคไตวายคือไตเสื่อมสภาพ ทำให้ไม่สามารถกรองของเสียได้ ปกติไตจะกรองเลือดแล้วก็กลั่นออกมาเป็นฉี่น่ะ แต่ถ้าไตวายจะฉี่ออกมาหมดเลย ทำให้ขาดน้ำ ขาดฮอร์โมนบางตัวที่ไตผลิต รวมถึงวิตามินบางอย่างด้วย โรคที่ตามมาก็คือเลือดจาง (เพราะอะไรไม่รู้) โรค hyperparathyroid จากต่อมไทรอยด์ทำงานหนักเกินไปทำให้ขาดแคลเซียม โปแตสเซียมสูง ความดันสูง ห่าไรอีกไม่รู้ ค่าของเสียในเลือดก็จะสูง และมีการหลั่งเอนไซม์อะไรซักอย่างทำให้ไม่อยากอาหารด้วย

ไตเสียแล้วเสียเลย เพราะงั้นไม่มีทางหาย ยกเว้นไตติดเชื้อเรียกไตวายเฉียบพลัน ถ้ารักษาเชื้อหายไตก็จะทำงานได้เหมือนเดิม แต่ที่โบ้เป็นคือไตวายเรื้อรัง กับคนก็เหมือนกัน

อาการบ่งบอกโรค เช่น ซึม กินน้ำเยอะ ฉี่เยอะ ผิวหนังแห้ง เบื่ออาหาร อาเจียร น้ำหนักตัวลด กับโบ้นี่ผิวแห้งอยู่แล้วเพราะเป็นโรคผิวหนัง และหลังๆ เลือกกินมาก เราก็ไม่คิดว่าเป็นอะไรเพราะเห็นกินข้าว นึกว่าช่างเลือกมากขึ้นเฉยๆ ตอนนี้เลยต้อง suffer ค่ารักษาก็คงหมื่นกว่าได้แล้วมั้ง ไปหาหมอปกติที่โรงบาลประมาณ 600-700 วันไหนมีสั่งยาด้วยหรือตรวจเลือดก็พันกว่า ถ้าต้องไปคลีนิคให้เค้าเจาะเส้นให้น้ำเกลือก็เสียอีก (แล้วแต่ที่) และค่าอาหารกระป๋องสำหรับโรคไต กระป๋องละ 78 บาท แต่ก็กินวันละไม่ถึงกระป๋องดี แต่แม่เราก็ช่วยแหละ ป้าก็ช่วยนิดหน่อย พี่เอื้อยก็เคยซื้ออาหารมาให้แล้วไม่คิดตังค์ ค่าใช้จ่ายไม่กระฉูดมากพอรับได้ ถ้าล้างไตคงแพงมากๆ แต่ว่าเครื่องล้างไตที่จุฬามันดัดแปลงมาจากของคน ทำให้ใช้ได้สำหรับหมาใหญ่เท่านั้น

การรักษาโรคไตของหมาแมว ที่ช่วยได้มากคือ fluid therapy คือให้น้ำเกลือมากๆ เพื่อช่วยกำจัดของเสียและลดค่าของเสียในเลือด ให้น้ำเกลือก็มีสองแบบคือเข้าเส้น (intravenous - iv) หรือใต้หนัง (subcutenous - sub q) ถ้าให้เข้าเส้นได้ก็ดีกว่าเพราะร่างกายเอาไปใช้ได้เลย แต่จะไม่สะดวกเพราะหมาต้องนอนเฉยๆ ให้ใต้หนังก็แบบ ดึงหนังมันขึ้นมา แทงเข็มเข้าไปแล้วปล่อยให้น้ำเกลือเดิน ซัก 300-400cc (แล้วแต่ขนาดหมา) แล้วก็เอาออก หมาก็จะมีก้อนน้ำบวมๆ อยู่ใต้หนัง ซึ่งจะค่อยๆ ซึมไป ขนาดน้ำเกลือที่หมารับได้ต่อวันเทียบกับน้ำหนักก็ 500 ถึง 1500cc ต่อน้ำหนัก 22 ปอนด์ (โบ้หนักประมาณ 33) นี่คือที่เราอ่านเอาจากเน็ต ข้อสำคัญคือหมาที่จะใช้วิธี fluid therapy ได้ หมาจะต้องฉี่ด้วย เพราะหมาที่ป่วยบางตัวก็ไม่ฉี่ และการให้น้ำเกลือมากไปอาจทำให้ปอดชื้นได้ และหมาอาจไม่สบายตัวเพราะผิวหนังตึงเกินไปรู้สึกเจ็บ

ตอนนี้จัมโบ้เจาะเลือดยากมาก ขาข้างที่เคยให้น้ำเกลือเส้นเลือดมันจะแข็งและต้องใช้เวลานานกว่าจะแทงเข็มน้ำเกลือได้อีก ตอนนี้ก็เปลี่ยนที่จิ้มมาหลายรูแล้ว ล่าสุดก็ตัน เราเลยให้ใต้หนังช่วย และโบ้เป็นหมาที่ไม่อึฉี่ในบ้านด้วย เพราะงั้นถ้าไม่ปล่อยให้เดินจะไม่ฉี่เลย โบ้เป็นเลือดจางอย่างแรงด้วยตอนนี้ ค่าของเสียในเลือดก็ยังสูงมาก ต้องพยายามเร่งให้ลดลงและ maintain ไว้เพราะไตทำงานไม่ได้อีกแล้ว คงต้องให้น้ำเกลือและยาตลอดชีวิตที่เหลือ ในระยะยาว (ไม่รู้ยาวแค่ไหน) เราคงหาที่ซื้ออุปกรณ์กับน้ำเกลือถูกๆ แล้วไปหาหมอนานๆครั้งแทน แล้วแต่สภาพหมาด้วย


=============================



stuff i found interesting from the web

AHS: Developmental Stages of Puppy Behavior
Rev. December 27, 2004


DEVELOPMENTAL STAGES OF PUPPY BEHAVIOR



ALTHOUGH FEEDING TIME IS IMPORTANT, it’s also vital to include petting, talking and playing, in order to help
your puppy build good "people-skills." Well-socialized mothers are more likely to have well-socialized puppies.

Puppies "feed" off of their mothers’ calm or fearful attitude toward people.
Puppies are usually weaned at six or seven weeks, but are still learning important skills as their mother gradually
leaves them more and more. Ideally, puppies should stay with their littermates (or other role-model dogs) for at
least 12 weeks.

Puppies separated from their littermates too early often don’t develop appropriate "social skills," such as learning
how to send and receive signals, what an "inhibited bite" means, how far to go in play wrestling
and so forth. Play is important to help puppies increase their physical coordination, social skills and learning
limits. Interacting with their mother and littermates helps them learn "how to be a dog" and is also a way to
explore ranking ("who’s in charge").
Skills not acquired during the first eight weeks may be lost forever. While these stages are important and fairly
consistent, a dog’s mind remains receptive to new experiences and lessons well beyond puppy-hood.

Most dogs are still puppies, in mind and body, through the first two years.
The following chart provides general guidelines for the stages of development.

0 - 2 weeks = Neonatal·

Most influenced by their mother.
· Touch and taste present at birth.


2 - 4 weeks = Transitional·
Most influenced by their mother and littermates.
· Eyes open, teeth erupt, hearing and smell developing.
· Beginning to stand, walk a little, wag, bark.
· By four or five weeks, sight is well-developed.

3 - 12 weeks = Socialization·
During this period, puppies need opportunities to meet other dogs and
· people.
· By four to six weeks they’re most influenced by their littermates and
· are learning about being a dog.
· From four to 12 weeks they’re most influenced by their littermates and
· people. They’re also learning to play, including social skills,
· inhibited bite, social structure/ranking and physical coordination.
· By three to five weeks they’re becoming aware of their surroundings,
· companions (dogs and people) and relationships, including play.
· By five to seven weeks they’re developing curiosity and exploring new
· experiences. They need positive "people" experiences during this time.
· By seven to nine weeks they’re refining they’re physical
· skills/coordination (including housetraining) and full use of senses.
· By eight to ten weeks they experience real fear -- when puppies can be
· alarmed by normal objects and experiences and need positive training.
· By nine to 12 weeks they’re refining reactions, social skills
· (appropriate interactions) with littermates and are exploring the
· environment, spaces and objects. Beginning to focus on people. This is a
· good time to begin training.


3 - 6 months = Ranking

· Most influenced by "littermates" (playmates now include those of other
· species).
· Beginning to see and use ranking (dominant and submissive) within the
· pack, including humans.
· Teething (and associated chewing).
· At four months they experience another fear stage.
6 - 18 months = Adolescence
· Most influenced by human and dog "pack" members.
· At seven to nine months they go through a second chewing phase -- part
· of exploring territory.
· Heightened exploration of dominance, including challenging humans.
· If not spayed or neutered, beginnings of sexual behavior.

For more information, please call
the Arizona Humane Society Behavior Helpline at
(602) 997-7586, Ext.1301
www.azhumane.org
Adapted from material originally developed by applied animal behaviorists at the Dumb Friends League, Denver, Colorado
http://www.azhumane.org/education/behavior/
BehaviorInfo/developmentpuppy.pdf
©1999 Dumb Friends League. All rights reserved.


==============================

Corneal Ulcer
A quote from pantip's regular


กระจกตาอักเสบมันก็จะขุ่นแบบนี้แหละครับเป็นกระบวนการอักเสบ ซึ่งถ้าเรารักษาอย่างดีก็จะค่อยๆหายไปเองไม่ต้องห่วง

ตาดำที่เป็นสีขาวขุ่น เกิดจากกระบวนการอักเสบ ซึ่งมีเซลล์อักเสบ(พวกเม็ดเลือดขาว)เป็นกระบวนการภูมิคุ้มกันของร่างกาย ระบบป้องกันตัวเองจากเชื้อโรค ซึ่งกรณีนี้อาจเกิดจากแผลที่กระจกตา

การย้อมสี ติดสีก็แสดงว่า กระจกตามีแผลลึก ซึ่งอาจเกิดจากการไปกระทบกระแทกหรือขีดข่วนจากเล็บสุนักเองก็ได้ (อาจมีอะไรทำให้ละคายเคืองตาแล้วสุนักเกา เช่น เยื่อตาขาวอักเสบ(ตาแดง))

ซึ่งถ้าเกิดมีแผลชั้นลึกที่กระจกตาแล้วจะใช้ยาหยอดยาพวก สเตอรอย ในการลดการอักเสบไม่ได้เพราะจะยิ่งทำให้แผลที่กระจกตากว้างและลึกเร็วขึ้น เพราะไปกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายหลั่งเอ็มไซร์ย่อยกระจกตาออกมามากขึ้น ดังนั้นช่วงนี้คุณหมอจะให้แต่ยาปฎิชีวนะหยอดตาอย่างเดียวเท่านั้นเพื่อควบคุมการติดเชื้อของแผลที่กระจกตา ซึ่งตามธรรมชาติแผลที่กระจกตาถ้าเกิดไม่มีการติดเชื้อก็จะค่อยๆ รักษาตัวเองได้ จะค่อยๆสร้างกระจกตาขึ้นมาใหม่จนเป็นปกติ

ดังนั้นการรักษาในกรณีนี้จะทำให้เห็นผลช้า เพราะให้ยาหยอดลดการอักเสบไม่ได้ ต้องใจเย็นๆนะครับ ช้าๆได้พร้าเล่มงาม ตาอาจจะขุ่นขาวไปประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วก็จะค่อยๆดีขึ้น ถ้าดูแลรักษาดี ไม่ต้องห่วง

แต่ที่สำคัญต้องป้องกันระวังอย่าให้เกิดแผลขึ้นอีกในระหว่างนี้ดังนั้นการใส่คลอร่า ตลอดเวลาจะช่วยได้ อย่าใจอ่อนสงสารน้องหมาแบบผิดๆนะครับ

ส่วนเรื่องต้อหิน คงต้องตรวจวัดความดันลูกตา อ่ะครับ ตอนนี้วัดแล้วสูง หรือต่ำ ยังไม่แน่ใจ พอรักษากระจกตาอักเสบหายแล้วก็ไปวัดดูใหม่อีกทีก็ได้ครับ ยังไงก็ลองปรึกษาหมอตาดูนะครับ


แผลที่กระจกตาถ้าเป็นบ่อยๆ อาจเกิดจาก โรคน้ำตาน้อย ก็ได้นะครับ พวกชิสุ จะเป็นโรคนี้อยู่เยอะ น้ำตาจะเป็นสารที่เคลือบปกป้องกระจกตา ซึ่งถ้าเกิดน้ำตาน้อยแล้วจะทำให้เกิดแผลลอยขีดข่วนที่กระจกตาได้ง่าย ดังนั้นก็ลองตรวจวัดระดับน้ำตาดูก็ได้นะครับว่าผิดปกติหรือป่าว

ขอเตือนเพื่อนๆที่เข้ามาอ่านด้วยนะครับ ว่าน้องหมาใครตาเป็นแบบนี้อย่าซื้อยาหยอดตามาหยอดเองเด็ดขาด

เพราะอย่างกรณีนี้ ตรวจย้อมสีตาแล้วมีแผลในกระจกตา ซึ่งถ้าเกิดเราไปซื้อยายอดตาที่ร้านขายยามาหยอดเองโดยไม่ได้ไปหาหมอ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ คุณจะได้ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมสเตอรอย ซึ่งยอดเข้าไปครั้งแรกจะดูเหมือนดีขึ้นอย่ารวดเร็วตาจะหายแดง เพราะเป็นยาลดการอักเสบอย่างแรง แต่หยอดไปสัก 3-4 ครั้ง จะเริ่มเห็นผลเลยอ่ะครับว่าจะเป็นหนักขึ้น เพราะกระจกตาเริ่มทะลุเร็วมาก ยิ่งเป็นหนักขึ้นคุณก็จะยิ่งหยอดยามากขึ้น คราวนี้แหละ แผลที่กระจกตาก็จะยิ่งทะลุเร็วขึ้น จนเป็นแผลกว้างและทะลุถึงชั้นในจนวุ้นตาทะลักออกมาเลย ถึงตอนนี้ถึงพาไปหาหมอ ก็รักษายากแล้วอ่ะครับตาอาจบอดได้เลย แถมถ้าโชดีรักษาหาย ตาก็จะเป็นแผลเป็นขาวๆที่กระจกตาไปตลอดชีวิต

ดังนั้นเป็นอะไรเกี่ยวกับตาให้หมอดีกว่านะครับ แล้วถ้าเกิดหาหมอแล้วเกิดมียาเหลือก็ให้ทิ้งไปเลยนะครับอย่าเก็บไว้ใช้หรือเก็บเป็นตัวอย่างซื้อมาใช้เองอีก เพราะเราไม่รู้ว่าเป็นครั้งหน้าจะเป็นโรคอะไร ถ้าเกิดเป็นใหม่ก็ให้ไปหาหมอใหม่ดีกว่านะครับ เพราะว่ามีกรณีเคยไปหาหมอรักษามาแล้วครั้งหนึ่งแล้วเก็บยาไว้ พอเป็นใหม่แล้วก็เอายาตัวเก่ามาหยอดให้คราวนี้กระจกตาทะลุเลยครับ เพราะเป็นครั้งที่สองเป็นคนละอย่างกับครั้งแรก ถ้าใช้ยาผิดมันจะเร็วมากนะครับอันตราย

ค่าน้ำตาจะวัดและเปรียบเทียบกับที่เครื่องวัดอ่ะครับว่าปกติหรือป่าว ถ้าคุณหมอไม่ได้บอกอะไรก็แสดงว่าปกติอ่ะครับไม่ต้องห่วงอะไร

เรื่องดวงตานี่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดอะครับ บางทีตอนไปหาคุณหมอ ย้อมสีตาปกติไม่มีแผลหลุมที่กระจกตา แต่บางทีกลับบ้านไปแล้วไปเกิดแผลหลุมที่หลัง(เช่นเกาแล้วเล็บไปข่วนถูก หรือ เอาหน้าไปถูกๆกับขาโต๊ะ) แล้วคุณหมอเกิดให้ยาลดการอักเสบมา มันจะทำให้เกิดแผลหลุมเร็วขึ้นและอาการแย่ลง แบบนี้เราก็ต้องคอยสังเกตดีๆครับ ถ้าอาการแย่ลงก็ต้องรีบพาไปหาหมอเลย ไม่ต้องห่วงว่าคุณหมอจะว่านะครับ เพราะโรคตานั้นต้องรักษาใกล้ชิดครับ

ปกติหมอตาจะให้ยาไปไม่นานหรอกครับจะนัดมาดูอาการบ่อยๆ ดังนั้นควรไปตรวจตามนัดด้วยถึงยาจะยังไม่หมดก็ต้องไปตรวจอาการ เพราะบางทีต้องเปลี่ยนยารักษา เพราะอาการเปลี่ยนแปลงไปครับ

ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงกังวลมากนะครับ
=============


Q&A on AKC Registration

No "standard" form for vaccinations. If both parents are AKC registered then the process is that the breeder(s) need to file for a litter registration application at which time they let the AKC know that a litter has been born and to get the individual applications for each puppy. If the litter owner doesn't do this, then you can't go back later and get your Dog registered with the AKC.
When selecting your puppy, you'll want the breeder to SHOW you THAT puppy's registration application. If the breeder says they're in the mail, then don't put down a deposit until you see the papers for youself. It doesn't take very long to get the papers. I apply online and get my papers in about a week and a half, and I do that the day the pups are born. I despise breeders that tell people the papers haven't come yet. If they don't have papers by the time you take the pup home, odds are you'll never see those papers.

*************
Anyone putting an ad out saying AKC Puppies. IMHO should have a valid form for registration on every pup. Do not trust getting the papers later. Do ask to see pedigrees on parents. Champ lines should be relitively close. Ask what kind of health testing they had done, and ask to see the proof. It's packed away or I'll have to call the vet isn't good enough. If they did the testing they will drop proof on a dime. BEWARE of the HAD EYES CHECKED-HAD KNEES CHECKED-Most Vets arent qualified to "check" for the things that some might attempt to imply by saying they had something "checked".

Do research on the breed you are interested in. Find out all there is to know about the breed, compare what you learned to what the breeder knows...if you know more than the breeder, that isn;t a good thing.

****************
AKC registration is a joke. If you are getting the pups for that reason, forget it.
If you want a nice dog, true to it's breed, go meet the breeder, see her house, see where she keeps the dogs, see BOTH parents, see all the Puppies. look at their pedigree's (and reseach their decendants). If all goes well and your just looking for a pet (not a show dog, or a Dog for breeding.) It's perfectly fine to get the pup.

To list a Dog as AKC registered all they have to do is fill out a form and send it it... BAM your registered. It does not mean that Dog is of the highest quality, it does not mean that Dog is properly suited to breed, etc.

I highly recommend speaking with a few other breeders, good breeders from what I have found will not bash each other (of course they want you to buy their dog) but they won't talk crap about another good breeder just for a "sale".
However if you ask them about a breeder that is down right unethical in their opinion, they will try to deter you from them.
So... get the information on the breeder your looking to obtain a Dog from, ask around about this breeder (on your own time, not on here.) and find out what general consensus says about him/her.


There will be a certificate issued for any tests done on eyes, hips, elbows and you should ask to see this certificate or even receive a copy of it.


*******************
There is no standard form for vaccinations. If the breeder had them done by a vet, they should receive a record from the vet. Some breeders administer vaccinations themselves, in this case, the vials should be presented to the new owners. The vials contain information as to the vaccination used, expiration date, serial number and manufacturer.

Check this out an hopefully it will answer most of your questions. A litter has to be registered before each individual pup can have its own registration number. NEVER purchase a pup who does not have litter registration papers or their own registration papers. You will also want to be sure the breeder has filled out the forms properly before a purchase is made.

http://www.akc.org/reg/about.cfm
when the parents are registered, and the RB has a litter thay can REGISTER THE ENTIRE LITTER with the akc..

BUT you will still get a form to FORMALLY put the registration of THAT pup YOU have in YOUR name.


*************
if the RB registered the pups individually..

yuo will get the ACTUALY registration paper- with teh Dogs registered name ONIT , and you then simply TRANSFER the Dog to you* on the back the breeder will mark the Dog was sold to YOU bnoth you & she/he sign it and you mail it to akc & they send yuo a new one BUT you CANNOT change the registered name of the dog, the only change will be YOUR name will be on as owner NOT the breeders.

********
registable..means they bred to registered dog, and will give you paperwork YOU fill out and send to akc and YOU register the dog, you choose the name etc..
BEWARE people that say registable, and DO NOT give you that FORM as on that form is the parents registry numbers - and with out that- you will be stuch registering the Dog using the ILP method.

which is ONLY good for certain events in akc , and NOT good for breeding OR conformation showing.

usually ONLY BYBS sell Dogs like that.

as tehy dont WANT to pay to register the litter OR the pup, and care less about giving "open" registry " to pet quality dogs.

Remember, You cannot register ILP unless the Dog is spayed/neutered.

=========================

พยาธิเม็ดเลือด
A quote from pantip's regular

พยาธิเม็ดเลือดมีสาเหตุจากเชื้อหลายตัวนะคะ

Ehrlichiosis
http://www.vetinfo.com/dencyclopedia/deehrlichia.html

Hepatozoonosis
http://www.vet.uga.edu/VPP/clerk/ludlow/index.htm

Babesiosis
http://www.medicalnewstoday.com/medicalnews.php?newsid=41269

ถาม-ตอบ Canine Tick Disease
http://www.mirage-samoyeds.com/tick.htm

อันนี้มีตารางสรุปชื่อเชื้อ/โรคให้ด้วยค่ะ
http://users2.ev1.net/~vintage/tick.htm

Dog Parasite
http://www.taotoon.com/forums/archive/index.php?t-2263.html

===================

ขอตอบคุณ PON KU ดังนี้นะครับ
การที่มีอัณฑะข้างเดียว ภาษาไทยเรียกว่าเป็นทองแดง ภาษาอังกฤษเรียกว่าเป็น cryptorchidism
คือความผิดปกติ ของสุนัขหรือแมวเพศผู้ที่ อัณฑะไม่ลงมาอยู่ในถุงหุ้มอัณฑะ อาจจะลงมาอยู่ในถุงหุ้มอัณฑะ แค่ข้างเดียว หรือ ไม่ลงมาอยู่ในถุงหุ้มอัณฑะเลยทั้ง 2 ข้าง
แล้วอัณฑะที่ไม่ลงมาอยู่ในถุงหุ้มอัณฑะ มันจะไปอยู่ตรงไหนล่ะ ??
- ส่วนใหญ่ จะพบว่า จะอยู่บริเวณขาหนีบของสุนัข กรณีนี้ เราสามารถคลำได้ หรือถ้าโชคร้ายหน่อย อัณฑะก็จะค้างอยู่ในช่องท้อง ไม่ลงมาอยู่ใน ถุงหุ้มอัณฑะ
อุบัติการณ์ การเกิด ความผิดปกตินี้ ในสุนัขมีประมาณ 1.2 % และแมว ประมาณ 1.7 %
ในสุนัขพบว่าเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งมาจาก sex-limited autosomal recessive trait
ส่วนในแมวก็เกิดจากพันธุกรรมเหมือนกัน

แล้วภาวะทองแดงจะส่งผลเสียในสุนัขอย่างไร ??
- ต้องขอย้อนกลับไป ในสภาวะปกติของคนเรา(ผู้ชาย) หรือ น้องสัตว์ต่างๆ (เพศผู้) ยกเว้นช้างและสัตว์ปีก ร่างกายปกติจะจะถูกออกแบบมาให้มี ลูกอัณฑะ 2 ข้างและเมื่อโตเต็มที่ ลูกอัณฑะทั้ง 2 ข้างก็จะออกมาอยู่ในถุงหุ้มอัณฑะ จุดประสงค์คือ ลูกอัณฑะ ในสภาวะปกติจะสร้างตัวอสุจิได้ดี ต้องใช้อุณหภูมิ ประมาณ 34 -35 องศาเซลเซียส ธรรมชาติเลยออกแบบให้ลูกอัณฑะออกมาอยู่ในถุงหุ้มอัณฑะอีกทีนึง เนื่องจากในร่างกายนั้นอุณหภูมิปกติก็อยู่ราวๆ 37 องศาเซลเซียส (สูงต่ำกว่านี้ขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์) ซึ่งสูงเกินไปที่จะทำให้มีการสร้างตัวอสุจิที่สมบูรณ์แลแข็งแรง
เพราะฉะนั้น เมื่อ อัณฑะ คงค้างอยู่ในขาหนีบ หรือ อยู่ในช่องท้อง มันจก็จะสร้างอสุจิได้ไม่ดี รวมถึง เซลล์ที่อยู่ในลูกอัณฑะ มันก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงจนอาจจะกลายเป็นเนื้องอกที่ลูกอัณฑะได้
- และผลเสียถ้าเกิดจากการณ์เป็นเนื้องอกที่ลูกอัณฑะนี้จะมีผลอย่างไรต่อร่างกาย
เนื่องจากชนิดเนื้องอกที่อัณฑะ ที่มักพบ คือ sertoli cell tumors
ซึ่งปกติเซลล์นี้ จะมีหน้าที่สร้างฮอร์โมน เอสโตรเจน ในร่างกายของผู้ชายทุกคนอยู่แล้ว ถ้ามันเกิดกลายเป็นเนื้องอกขึ้นมา มันก็จะทำให้มีปริมาณของ ฮอร์โมนเอสโตรเจนมากกว่าปกติ อาการที่ สุนัขตัวผู้แสดงออกมาก็คือ เต้านมจะขยายใหญ่ คล้ายกัยสุนัขเพศเมีย หรือบางที อาจจะมีสุนัขตัวผู้อื่นๆมา ดมๆ หรือจะขึ้นขี่ คล้ายกับว่าเป็นสุนัขเพศเมีย
- แล้วเราจะแก้ไขอย่างไร
วิธีแก้ไขกรณี ถ้าเกิด เป็นเนื้องอกแล้ว คือ ต้องทำการตัดเอาอัณฑะออกอย่างเดียว (castration) หรือถ้ายังไม่เป็นเนื้องอก ก็แนะนำให้ทำหมัน เพื่อป้องกันการเกิดเนื้องอกที่ลูกอัณฑะ รวมถึง ไม่แนะนำให้ใช้สุนัขที่เป็น ทองแดงไปทำเป็นพ่อพันธุ์ เนื่องจากโอกาสที่ลูกตัวผู้จะเป็นทองแดง ก็เป็นได้ครับ

จากคุณ : A Care Hospital - [ 30 ต.ค. 50 18:09:14 A:125.25.60.114 X: ]


ขอตอบเพิ่มเติมนะครับ ถ้าสาเหตุที่ทำให้ไตวายนั้น แบ่งเป็น 3 สาเหตุหลักครับคือ

1. ปัญหาระบบเลือดและแรงดันเลือด เช่น ช็อค หัวใจวาย ภาวะอุดตัยของลิ่มเลือด heatstroke เส้นเลือดที่ไตหดตัวซึ่งอาจเป็นผลจากยากลุ่มNSAID หรือเส้นเลือดคลายตัวมากเกินไป หรือแม้กระทั่งวางยาสลบนานเกินไป

2. สารพิษต่อตัวไตเอง เช่น ยาทั้งหลาย อันนี้ตรงกับที่คุณ PAPA BUENO พูดถึงพวกสาร antifreeze เช่น ethylene glycol โลหะหนักต่างๆ พิษต่างๆ จากเม็ดสีในเลือดก็ได้ แคลเซียมก็ได้ องุ่นปริมาณมากๆก็ได้โดยเฉพาะในสุนัข

3. โรคของไตเองและโรคทางระบบครับ เช่น leptospirosisหรือเรียกว่าโรคฉี่หนู โรคกรวยไตอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ติดเชื้อ เนื้องอก นิ่ว

หลักๆก็คงแค่นี้ครับ

ปัจจัยเสี่ยงก็หลายอย่างครับ อันที่เจ้าของระวังเองได้ง่ายสุดก็คืออาหารครับ

โชคดีครับ

จากคุณ : A Care Hospital (acarehos) - [ 7 พ.ย. 50 23:57:46 ]

=============================

แนวทางการรักษาสัตว์เลี้ยงที่ถูกงูกัด
Snake Bite in Pets
ทักษะ เวสารัชชพงศ์
สวนงู สถานเสาวภา สภากาชาดไทย
(Source: http://www.vet.chula.ac.th/vet2007/proceedings/33-thai-vet/pdf/PDF-297.pdf)

ประเทศไทยจัดว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีงูอาศัยอยู่ชุกชุมโดยมีทั้งงูมีพิษและงูไม่มีพิษ รายงานอุบัติการณ์ของการถูกงูกัดทั้งในมนุษย์และในสัตว์เลี้ยงพบได้บ่อยครั้ง ซึ่งการถูกงูพิษกัดนับเป็นภาวะฉุกเฉินที่จําเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและรวดเร็ว แต่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพิษวิทยาเบื้องต้นและแนวทางการรักษาสัตว์เลี้ยงที่ถูกงูกัดในประเทศไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าที่ควร การรักษาจึงมักเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งทําให้มีวิธีการในการรักษาแตกต่างกันไป

งูในประเทศไทยมีจํานวนกว่า 190 ชนิด จัดเป็นงูพิษประมาณ 60 ชนิด แต่มีเพียงไม่กี่ชนิดที่มีการกัดสัตว์เลี้ยงและนับว่ามีความสําคัญทางสัตวแพทย์ ฉะนั้นความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับงู และอาการแสดงทางคลินิคที่เกิดขึ้นจะช่วยให้สัตวแพทย์สามารถวินิจฉัยและให้การรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การจําแนกงูพิษและงูไม่มีพิษ
การจําแนกชนิดงูว่ามีพิษหรือไม่มีพิษด้วยลักษณะทางกายภาพนั้น ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัว ต้องอาศัยการจดจําลักษณะของงูแต่ละชนิด แต่เมื่อกล่าวถึงงูมีพิษจะหมายถึงงูที่มีกลไกของพิษ (venom apparatus) ซึ่งประกอบไปด้วย
- ต่อมน้ําพิษ (venom gland)
- ท่อนําน้ําพิษ(venom duct)
- เขี้ยวพิษ (venom fangs) นั่นเอง

งูสามารถจําแนกตามลักษณะฟันและเขี้ยวได้เป็น 4 กลุ่ม
คือ กลุ่มงูไม่มีเขี้ยวพิษ (Aglyph)
กลุ่มเขี้ยวพิษในหรือเขี้ยวพิษหลัง (Opistoglyph)
และกลุ่มเขี้ยวพิษหน้า ซึ่ง แบ่งเป็น กลุ่มเขี้ยวพิษสั้น (Proteroglyph) และเขี้ยวพิษยาว (Solenoglyph)

งูพิษในประเทศไทยที่มีความสําคัญทางสัตวแพทย์
งูพิษที่มีความสําคัญทางสัตวแพทย์ในที่นี้จะกล่าวถึงงูที่มีพิษอันตรายต่อร่างกายหรือต่อชีวิตของสัตว์เลี้ยงและพบว่ามีอุบัติการณ์เกิดขึ้น โดยทั้งหมดจัดอยู่ในกลุ่มงูเขี้ยวพิษหน้า ในวงศ์ Elapidae ได้แก่ งูจงอาง (Kingcobra ; Ophiophagus hannah) งูเห่าไทย (Siamesecobra ; Naja kaouthia) และวงศ์ Viperidae ได้แก่ งูแมวเซา (Siamese Russell’s viper ; Daboia russellisiamensis) งูกะปะ (Malayan pitviper ; Calloselasma
rhodostoma) และกลุ้มงูเขียวหางไหม (Green pitviper ;Cryptelytrops sp.)

พิษวิทยา
พิษงูเป็นของเหลวใสไม่มีสีหรือมีสีเหลืองอ่อนจนถึงสีเหลืองเข้มอมส้ม โดยมีองค์ประกอบหลักคือน้ํา โปรตีน อนุพันธ์ของโปรตีน และสารประกอบอื่นที่ไม่ใช่โปรตีน โดยส่วนที่เป็นโปรตีนแบ่งเป็นส่วนย่อย 2 ส่วน คือ พิษ(toxin) และน้ําย่อย (enzyme) พิษงูสามารถแบ่งออกได้ตามลักษณะการออกฤทธิ์ต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มหลุก 3 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท(Neurotoxin)
พิษงูกลุ้มนี้จะทําการเข้าจับกับ receptor บนกล้ามเนื้อลายหรือบริเวณรอยต่อระหว่างปลายประสาทกับกล้ามเนื้อลาย(neuromuscular junction)ส่งผลให้สารสื่อประสาทไม่สามารถถ่ายทอดสัญญาณไปสู่กล้ามเนื้อลายได้ตามปกติ เกิดอาการเป็นอัมพาตทั่วร่างกาย กล้ามเนื้อลิ้น กล้ามเนื้อตา กล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลืน การพูดและการหายใจจะเป็นอัมพาต ทําให้หนังตาตก ลืมตาไม่ได้ การหายใจล้มเหลว (respiratory failure)และตายในที่สุด งูที่มีพิษต่อระบบประสาท ได้แก่ งูจงอาง งูเห่า กลุ่มงูสามเหลี่ยม กลุ่มงูพริกและงูปล้องหวาย

2. กลุ่มออกฤทธิ์ต่อระบบโลหิต(Haemotoxin)
พิษในกลุ่มนี้จะมีผลต่อ clotting factors ทําให้เกิดอาการเลือดแข็งตัวช้า หรือไม่แข็งตัว โดยมีกลไกการออกทธิ์ที่แตกต่างกันไป งูที่มีพิษต่อระบบโลหิต ได้แก่ งูแมวเซา งูกะปะ และกลุ่มงูเขียวหางไหม้

- พิษงูแมวเซาจะมีผลกระตุ้น factor V(proaccelerin) และ X (prothrombinase) หรือมีฤทธิ์เป็นthrombin-liked effect ทําให้ clotting factor ต่างๆ ถูกใช้ไป เมื่อเกิดบาดแผลขึ้นจึงไม่มี clotting factor เพียงพอ
ส่งผลให้เลือดไม่แข็งตัวนั่นเอง

- พิษงูกะปะ และกลุ่มงูเขียวหางไหม้ จะมีผลทําลาย factor I (fibrinogen) หรือมีฤทธิ์เป็น fibrinolytic
activity ทําให้มีระดับ fibrinogen ในเลือดต่ําและเกิดภาวะเลือดออกตามมาได้

3. กลุ่มออกฤทธิ์ต่อระบบกล้ามเนื้อ(Myotoxin)
พิษจะมีผลต่อกล้ามเนื้อลาย ทําให้ปวดกล้ามเนื้อและมีการตายของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย(Rhabdomyolysis) ทําให้เกิดภาวะ myoglobinuria,hyperkalemia และ acute renal failure ได้ งูที่มีพิษต่อระบบกล้ามเนื้อ คือ กลุ่มงูทะเล ซึ่งไม่มีอุบัติการณ์ในสัตว์จึงไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดในที่นี่

นอกจากนี้พิษงูแต่ละชนิดยังมีสวนประกอบที่มีผลต่อระบบอื่นๆ แตกต่างกันไป เช้น cytotoxin, cardiotoxin, nephrotoxin รวมไปถึงเอนไซม์หลายชนิด เช่น phospholipase, hyaluronidase, metalloproteinases ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่ทําให้เกิดความเสียหายในร่างกายได้เช่นเดียวกัน

ลักษณะอาการแสดงทางคลินิค
การศึกษาอาการแสดงทางคลินิคทางสัตวแพทย์ในปัจจุบันยังมีไม่มากนัก โดยส่วนใหญ่จะเป็นการรวบรวมลักษณะอาการแสดงจากประสบการณ์ของสัตวแพทย์หลายๆ บุคคล โดยเทียบเคียงกับอาการแสดงในคน ทั้งนี้ อาจมีอาการบางอย่างที่มีความแตกต่างกันได้ โดยอาการแสดงทั่วไปในของการถูกงูแต่ละชนิดกัดมีดังนี้

1. งูเห่า (Naja kaouthia) และงูจงอาง(Ophiophagus hannah)
ผิวหนังบริเวณที่ถูกกัดจะมีอาการบวม สัตว์จะแสดงอาการเจ็บในบริเวณที่ถูกกัด ในกรณีรุนแรงสามารถพบการเกิดเนื้อตาย (necrosis) บริเวณที่ถูกกัดหรือบริเวณรอยเขี้ยวได้ จากนั้นสัตว์จะเริ่มมีอาการอ่อนแรง ทรงตัวไม่ได้ ล้มตัวลงนอน ลืมตาไม่ได้ หายใจอ่อนแรงถึงหายใจลําบาก เยื่อเมือกม่วง (cyanosis) จนกระทั่งหยุดหายใจและเสียชีวิตในที่สุด

2. งูแมวเซา (Daboia russelli siamensis)
บริเวณที่ถูกกัดจะมีเลือดออกมาก เลือดแข็งตัวช้าสามารถพบเลือดออกตามเยื่อเมือกได้ สัตว์จะมีความดันโลหิตต่ํา เม็ดเลือดแดงถูกทําลาย สามารถพบภาวะ hemoglobinuria จนกระทั่งถึง hematuria ได้ พิษของงูแมวเซายังมีผลต่อไตทั้งทางตรงและทางอ้อมส่งผลให้เกิดภาวะ oliguria หลังจากนั้นสามารถพบภาวะ polyuria ได้ และในรายที่รุนแรงสามารถทําให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน (acute renal failure) และเสียชีวิตในที่สุด

3. งูกะปะ (Calloselasma rhodostoma)และ กลุ่มงูเขียวหางไหม้ (Cryptelytrops sp.)
โดยส่วนใหญ่พิษของงูกะปะและงูเขียวหางไหม้มักไม่รุนแรงถึงทําให้เสียชีวิต อาการส่วนใหญ่มักเป็นอาการเฉพาะที่ โดยบริเวณผิวหนังที่ถูกกัดจะมีอาการบวม สัตว์จะแสดงอาการเจ็บเป็นระยะเวลาหลายวัน ในบางกรณีการถูกงูกะปะกัดที่มีอาการรุนแรงสามารถทําให้เกิด
เลือดออกในอวัยวะภายในได้

การรักษาสัตว์เลี้ยงที่ถูกงูพิษกัด
1. Specific treatment
วิธีการรักษาสัตว์เลี้ยงที่ถูกงูพิษกัดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ การใช้เซรุ่มแก้พิษงู ซึ่งเซรุ่มผลิตและจําหน่ายที่สถานเสาวภา สภากาชาดไทย เป็นชนิด monovalent purified antivenom ซึ่งต้องใช้ให้ตรงกับชนิดของงูที่กัด (specie specific)โดยเซรุ่มจะอยู่ในรูปแห้ง (lyophilized form) วิธีการใช้ให้ทําการผสมน้ํากลั่นลงในขวดเซรุ่มจากนั้นผสมในสารน้ําขนาด 100 มล. ชนิดใดก็ได้ drip เข้าเส้นเลือดดํา ส่วนปริมาณการใช้นั้นขึ้นกับการประเมินความรุนแรงของการได้รับพิษ โดยส่วนใหญ่จะ
เริ่มต้นให้ที่ 1-2 ขวด/ตัว ให้จนหมดแล้วสังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง ถ้าอาการดีขึ้นไม่จําเป็นต้องให้เพิ่ม แต่ถ้าอาการต่างๆ ยังคงดําเนินต่อไปอีกสามารถให้เพิ่มได้ทีละ1 ขวด

ข้อควรระวัง : จากข้อมูลทางการแพทย์และรายงานทางสัตวแพทย์ในต่างประเทศ มีรายงานถึงอาการแพ้ภายหลังการให้ โดยมักแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะเฉียบพลันซึ่งมักเกิดขณะการให้เซรุ่มหรือภายหลังการให้เซรุ่มไม่เกิน 2 ชั่วโมง โดยมีความรุนแรงแตกต่างกันไปตั้งแต่ มีเ พีย งอาการ ผื่นคัน จนไปถึ งเ กิดภา ว ะ anaphylactic shock และระยะ 5 -24 วันภายหลังการให้
เซรุ่ม หรือภาวะ serum sickness โดยอาจพบอาการมีไข้เป็นผื่น จนไปถึงปวดตามข้อ ต่อมน้ําเหลืองโต และกรวยไตอักเสบได ถึงแม้ว่าเซรุ่มแก้พิษงูในปัจจุบันจะมีการพัฒนาวิธีการผลิตทําให้ลดอัตราการเกิดภาวะการแพ้เซรุ่มและในสัตว์มักไม่ค่อยมีอาการแพ้เซรุ่มก็ตาม สัตวแพทย์ก็ควรพึงระวังการใช้เซรุ่มอยู่เสมอ ควรมีการเตรียมพร้อมเพื่อแก้ไขภาวะการแพ้ที่อาจเกิดขึ้น หรือการให้ antihistamine เช่น Chlorphenilamine หรือ Diphenhydramine ก่อนการใช้เซรุ่มก็สามารถช่วยลดการแพ้ได้

2. Symptomatic treatment
การรักษาตามอาการจัดว่ามีความสําคัญไม่น้อยไปกว่าการใช้เซรุ่มแก้พิษงู เนื่องจากการประเมินปริมาณพิษงูในกระแสเลือดจําเป็นต้องส่งเลือดไปทําการตรวจยังห้องปฏิบัติการ จึงมีโอกาสที่ปริมาณเซรุ่มที่ให้ไม่เพียงพอต่อการจับกับพิษในกระแสเลือด ทําให้อาการยังคงดําเนินต่อไปได้ ในกรณีดังกล่าวจําเป็นต้องมีการติดตามและใช้การรักษาตามอาการควบคู่ไปด้วยโดยสามารถปฏิบัติได้ดังนี้

- งูเห่า (Naja kaouthia) และงูจงอาง (Ophiophagus hannah)
เนื่องจากผลของพิษงูจะทําให้เกิดการเป็นอัมพาตของกล้ามเนื้อลายรวมไปถึงกล้ามเนื้อที่ควบคุมการหายใจ การรักษาตามอาการที่สําคัญจึงเป็นการประคับประคองให้สัตว์ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ซึ่งสามารถทําได้โดยการสอดท่อช่วยหายใจ(endotracheal tube) ร่วมกับการใช้เครื่องช่วยหายใจ และทําการถอดท่อช่วยหายใจออกเมื่อสัตว์เริ่มมีอาการดีขึ้น โดยอาจเริ่มจากการถอดเฉพาะเครื่องช่วยหายใจออกและให้สัตว์หายใจผ่านท่อช่วยหายใจ เมื่อมั่นใจว่าสัตว์สามารถหายใจได้เองแล้วจึงถอดท่อช่วยหายใจออก โดยปกติสัตว์มักจะกลับมาหายใจเองได้ภายใน 24 ชั่วโมง

- งูแมวเซา (Daboia russelli siamensis)
เนื่องจากพิษมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ทําลายเม็ดเลือดแดง และมีผลต่อไต การรักษาจึงควรทําการให้สารน้ําอย่างต่อเนื่องเพื่อ
เป็นช่วยลดภาวะความดันโลหิตต่ํา รวมไปถึงช่วยทําให้มีการไหลเวียนของเลือดไปยังไตมากขึ้น ควรทําการตรวจเลือดทุก 6 ชั่วโมง เพื่อตรวจค่า hematocrit และ clotting time ถ้ามีภาวะของโลหิตจางร่วมกับการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ควรพิจารณาทําการถ่ายเลือด นอกจากนั้นควรติดตามสภาวะการทํางานของไตทั้งโดยการตรวจค่าชีวเคมีในเลือด และสอดท่อปัสสาวะเพื่อประเมินอัตราการกรองของไต และตรวจปัสสาวะเพื่อประเมินความเสียหายของไตควบคู่ไปด้วย

- งูกะปะ (Calloselasma rhodostoma) และกลุ่มงูเขียวหางไหม้ (Crytelytrops sp.)
โดยส่วนใหญ่พิษงูในกลุ่มนี้มักไม่มีอันตรายถึงชีวิต และอาจไม่จําเป็นต้องใช้เซรุ่ม การติดตามอาการของสัตว์ที่ถูกงูพิษในกลุ่มนี้กัดจึงเน้นไปที่การรักษาบาดแผล หากบาดแผลบวมมากสามารถให้สเตียรอยด์เพื่อช่วยลดอาการบวมได้ นอกจากนั้นควรทําการเจาะเลือดทุก 6 ชั่วโมง เพื่อติดตามผลการแข็งตัวของเลือด หากมีความผิดปกติควรทําการให้เซรุ่ม ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักกลับมาเป็นปกติหลังจากได้รับเซรุ่มแล้ว

3. ยาปฎิชีวนะ (Antibiotics)
เนื่องจาก normal flora ในปากงูจํานวนมากและสามารถทําให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน (secondary bacterial infection) บริเวณที่ถูกกัดได้ จึงจําเป็นต้องมีการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อควบคุมการติดเชื้อเสมอ โดยเชื้อส่วนใหญ่มีทั้ง gram positive และ gram negative การเลือกใช้ยาจึงควรต้องสามารถออกฤทธิ์ได้ต่อแบคทีเรียทั้งสองกลุ่มหรืออาจพิจารณาการใช้ยา 2 ชนิดร่วมกันได้

4. ยาลดอาการอักเสบและแก้ปวด (Antiinflammatory and Analgesic dugs)
โดยส่วนมากผิวหนังบริเวณที่ถูกงูกัดและบริเวณโดยรอบมักมีอาการอักเสบ บวม และปวดอย่างรุนแรง จึงควรมีการให้ยาลดอาการอักเสบและแก้ปวด ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ทั้งยากลุ่มมสเตียรอยด์ กลุ่ม NSAIDs และกลุ่ม Opioids แต่ในกรณีได้รับพิษต่อระบบประสาทควรหลีกเลี่ยงยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางเนื่องจากอาจทําให้เกิดความสับสนในการวินิจฉัยได้ และหลีกเลี่ยงยาที่มีฤทธิ์เป็น antiplatelet เช่น aspirin ในกรณี ที่ได้รับพิษต่อระบบเลือด เพราะทําให้มีอาการเลือดออก มากขึ้นได้

เอกสารอ้างอิง
บุญเยือน ทุมวิภาต และ วิโรจน์ นุตพันธุ์. 1982 (2525).การรักษาผู้ป่วยถูกงูพิษกัดและงูพิษในประเทศไทย. กทม. โรงพิมพ์พิฆเนศ. 45-57.

ไพบูลย์ จินตกุล. 2000 (2543). ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับงูและอนุกรมวิธานและการจําแนกประเภทของงูใน งูพิษในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กทม.สํานักพิมพ์มติชน. 27-30, 53-56.

สุคนธ์ วิสุทธิพันธ์ และคณะ. 2003 (2547). แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยถูกงูพิษกัด. สํานักพัฒนาวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. กทม. ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จํากัด. 1-10.

Chaiyabutr, N. 1999. Pathophysiological Effects of Russell’s Viper Venom on Renal Function. J.Natural Tox.. 8(3). 351-358.

Chaiyabutr, N. et al. 1984. Observations on general circulation and renal haemodynamics of experimental dogs given Russell’s viper venom. Thai J. Vet. Med. 14. 257-270.

Chanhome, L. et al. 2001. Catalogue of the herpetological collection of the Queen Saovabha Memorial Institute, Thai Red Cross Society, Bangkok. Part I. Snakes (except Elapidae and Viperidiae). Bullentin of the Maryland Herpetological Society, 37(2). 49-72.

Concei็ใo, L.G. et al. 2007. Anaphylactic reaction after Crotalus envenomation treatment in a dog: case report. J. Venom. Anim. Toxins incl. Trop. 13(2).

COX, M.J. 1991. The snakes of Thailand and their husbandry. Krieger Publishing Company, Malabar:i-xxxviii + 1-526.

Ferreira Junior, R.S. and Barraviera B. 2001. Tissue Necrosis after Canine Bothropic Envenoming: A case report. J. Venom. Anim. Toxins 2001 7(2).

Sitprija, V. 2006. Snakebite Nephropathy : Review Article. Nephrology. Asian Pacific Society of Nephrology. 11. 442-448.



++Go to TOP++

0 Comments:

Post a Comment

<< Home